ขึ้นชื่อว่า 'วาสนา'

ฉันเชื่อว่าหลายคนบนโลกนี้มักมองตัวเองว่าเป็นคนมีเหตุผล
เชื่อในตรรกะ เชื่อในความเป็นจริง และให้คุณค่ากับการอธิบายทุกอย่างด้วยเหตุผล
.
แต่ก็น่าแปลกดีที่ในชีวิตของคนหลายคนนั้น กลับมี “ความบังเอิญ” เกิดขึ้นอยู่เสมอในแบบที่เหตุผลก็อธิบายไม่ได้ทั้งหมด
การได้พบใครบางคนโดยไม่ตั้งใจ การเลือกเส้นทางที่เหมือนถูกผลักไปทั้งที่ไม่รู้ตัว
หรือเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นราวกับถูกจัดวางไว้แล้วล่วงหน้า
หลายคนเรียกสิ่งนั้นว่า แรงดลใจจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
บางคนเรียกว่าโชคชะตาและในภาษาไทยเรามีคำที่งดงามมากคำหนึ่ง — พรหมลิขิต
.
แนวคิดเรื่อง พรหมลิขิต (Destiny) หรือ วาสนาปรากฏอยู่แทบทุกวัฒนธรรมทั่วโลก
เพียงแต่ถูกเรียกต่างชื่อและเล่าด้วยภาษาความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน
คำถามคือแท้จริงแล้ว…พรหมลิขิตคืออะไรกันแน่?
.
หากมองจากรากศัพท์
พรหม (Brahma) หมายถึงพระพรหม เทพผู้สร้างในศาสนาพราหมณ์–ฮินดู
และในเชิงนามธรรมคือ “สิ่งสูงสุด / ผู้รู้แจ้ง / ผู้สร้างกฎของจักรวาล”
ในวัฒนธรรมไทยคำว่า พรหม ไม่ได้หมายถึงเทพองค์เดียว
แต่หมายถึงอำนาจบางอย่างที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์
.
ส่วนคำว่า ลิขิต (Likhita) หมายถึงการเขียน การจารึก
เมื่อรวมกันพรหมลิขิตจึงหมายถึง
สิ่งที่ถูกเขียนไว้แล้วโดยอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา
สำหรับฉันพรหมลิขิตไม่ใช่คำสั่ง
แต่เป็นแรงผลักแรกที่กำหนดให้เราได้พบเจอเหตุการณ์บางอย่างในชีวิต
ใครบางคนที่เข้ามาความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นหรือทางเลือกบางเส้นที่เรารู้สึกว่า “ยังไงมันก็ต้องเกิด”
.
น่าสนใจตรงที่ศาสนาพุทธไม่ได้เชื่อในพรหมลิขิตแบบตายตัว
แต่เชื่อในผลของกรรม และสิ่งที่ทำในอดีตมักส่งผลต่อปัจจุบัน แต่ปัจจุบันก็ยังเปิดพื้นที่ให้เราเลือกสรรสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้
ขณะที่แนวคิดพราหมณ์เชื่อว่าเส้นทางใหญ่ของชีวิตอาจถูกวางไว้แล้วแต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเอง
ในวัฒนธรรมจีน ญี่ปุ่น เกาหลีก็มีความเชื่อเรื่อง “เส้นด้ายแดง”
จีน – มองว่าพรหมลิขิตเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ต้นกำเนิดเก่าแก่ที่สุดมาจากจีนผูกกับตำนานของ “ผู้เฒ่าใต้แสงจันทร์” ผู้ทำหน้าที่ผูกด้ายแดงให้คู่ที่ถูกกำหนดไว้
ญี่ปุ่น – แม้ญี่ปุ่นจะได้รับแนวคิดมาจากจีนแต่มีความซอฟท์กว่า เน้น “การรอ” และ “จังหวะเวลา”
เพราะเขาเชื่อว่าคนที่ผูกกัน อาจต้องผ่านความเจ็บปวดก่อนพบกัน
เกาหลี – เกาหลีใช้แนวคิดที่ใกล้กับคำว่า อินยอน (인연) ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ความรัก แต่คือ ความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ
.
แล้วเสรีเจตจำนงของเราล่ะอยู่ตรงไหน?
ถ้าชีวิตถูกกำหนดไว้ทั้งหมดเราก็คงไม่ต้องรู้สึกผิดไม่ต้องลังเลและไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย
แต่ถ้าทุกอย่างขึ้นกับการเลือกของเรา 100% โลกก็คงโหดเกินไปเพราะไม่ใช่ทุกคนเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน
บางคนเกิดมาพร้อมแผนที่
บางคนเกิดมาพร้อมเขาวงกต
ดังนั้น พรหมลิขิตอาจไม่ใช่คำสั่งแต่คือ เงื่อนไขเริ่มต้น
เหมือนการเริ่มเกมที่เราไม่ได้เลือกฉากแต่เราเลือก “วิธีเล่น” ได้
สิ่งที่เราเลือกไม่ได้คือใครจะเกิดที่ไหนจะเจอใครจะสูญเสียอะไรก่อน
แต่สิ่งที่พรหมลิขิตไม่เคยแตะต้องคือ การตอบสนองของเรา
ไม่ว่าเราจะยอมแพ้หรือไม่ จะรักต่อหรือถอย จะใช้บาดแผลเป็นกรงขังหรือเป็นปีกที่สยายให้กว้างแล้วเลือกบินออกไป
ตรงนี้แหละคือพื้นที่ของเจตจำนงเสรี ชีวิตจึงไม่ใช่นิยายที่รู้ตอนจบแต่เป็นบทละครสดที่โครงเรื่องอาจถูกวางไว้คร่าวๆ
เพียงแต่ว่าเราเป็นคนเลือกบทพูดทุกประโยคเอง
ถึงแม้พรหมลิขิตอาจพาเราไปเจอ “เหตุการณ์” บางอย่าง แต่เจตจำนงเสรี คือสิ่งที่ตัดสินว่าเหตุการณ์นั้นจะกลายเป็นอย่างไร…บางทีเสรีภาพของมนุษย์อาจไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนโชคชะตาแต่อยู่ที่การ ‘เลือกความหมายที่เรามอบให้มัน’ ก็เป็นได้
​.
ในมุมของฉันสิ่งนี้ใกล้เคียงกับคำว่า วาสนา (Vāsanā)
ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เราสั่งสมไว้จากอดีตทั้งการกระทำ ความคิด และนิสัย
มันไม่ใช่สิ่งที่มีใครลิขิตให้ แต่เป็นสิ่งที่เราค่อยๆ สร้างและยังส่งกลิ่นอายตกค้างอยู่ในปัจจุบัน
เหมือนกลิ่นบางกลิ่นที่ไม่ได้แรงแต่ติดอยู่ในความทรงจำได้นาน
.
นั่นจึงเป็นที่มาของ Floral Scent Series 01: “Vassana (วาสนา)” จาก Huen Hao House

กลิ่นที่ไม่พยายามกำหนดอารมณ์แต่เปิดพื้นที่ให้คุณตีความเอง
Note: Decane — ความโปร่ง โล่ง ของจุดเริ่มต้น
Jasmine — ความรู้สึกที่คุ้นเคยราวกับเคยพบกันมาก่อน
Lily — ความนิ่ง สงบ และการยอมรับ
Lilac — ความทรงจำบางเบาที่ไม่เคยจางหาย

วาสนาในแบบของเราอาจไม่ใช่การถูกกำหนด
แต่คือสิ่งที่เราพร้อมจะรู้สึกกับมันในจังหวะเวลาที่เหมาะสม
เพราะท้ายที่สุดไม่ว่าเราจะได้พบใคร
หรือได้ทำสิ่งใดมันไม่ใช่แค่เรื่องของโชคชะตา
มันคือ จังหวะเวลา และความพร้อมของจิตใจ
ไม่แน่ว่าบางสิ่งก็อาจเข้ามาในชีวิตเราในวันที่เราพร้อมจะรับกับมันพอดี
นั่นแหละนะ คือสิ่งที่ขึ้นชื่อว่า ‘วาสนา’

– jotbunteuk –

Leave a comment